บทที่ 13 ค่อยสมกับเป็นการมาสวมร่างหน่อย [2]
“รั่วอี้ลูกมั่นใจใช่ไหม ?”
“ลูกมั่นใจเจ้าค่ะ ลูกขอศิลาวิญญาณขั้นต่ำสักก้อนสองก้อนด้วยนะเจ้าค่ะ ท่านพ่อพอจะมีอยู่ใช่ไหมเจ้าคะ”
“มี ๆ พ่อพอจะมีอยู่บ้าง”เจียงเค่อหนิงมอบของที่บุตรสาวต้องการให้ด้วยสีหน้าเป็นกังวล
ปกติแล้วความสามารถในการฝึกปราณหรือหลอมโอสถจะปรากฏขึ้นกับเด็กระหว่างอายุห้าถึงสิบปี ยังไม่เคยมีใครสามารถปลุกพลังได้หลังอายุสิบปีมาก่อน ปีนี้เจียงรั่วอี้อายุสิบหกแล้วนางจะสามารถปลุกพลังได้จริง ๆ หรือ แล้วถ้าเกิดปลุกขึ้นมาได้จริง ด้วยอายุของนางจะยังสามารถตามทันคนอื่นหรือไม่ ?
ความสามารถในการฝึกปราณยิ่งปรากฏขึ้นเร็วเท่าใดก็ยิ่งดี เพราะมันหมายถึงระยะเวลาในการฝึกปราณจะยาวนานขึ้นด้วย โอกาสที่จะก้าวขึ้นไปสู่ระดับสูงจึงมีมากขึ้น
ดวงตาเป็นกังวลมองบุตรสาวที่เดินไปหย่อนตัวนั่งขัดสมาธิกลางห้อง ก่อนเจ้าของใบหน้างดงามจะหันมายิ้มให้ตนเป็นเชิงบอกว่าไม่เป็นอะไร แล้วเริ่มต้นดูดซับพลังปราณจากศิลาวิญญาณเพื่อใช้ในการปลุกพลัง
โดยปกติการปลุกพลังไม่จำเป็นต้องใช้ศิลาวิญญาณ แค่ส่งพลังปราณที่มีในกายเข้าสู่หินปลุกพลังเพื่อตรวจสอบระดับความสามารถก็ได้แล้ว การดูดซับพลังปราณเข้าสู่ร่างกายก่อนแล้วทำการปลุกพลังเช่นนี้เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
ไม่แปลกที่เจียงเค่อหนิงจะไม่เคยเห็น เพราะเจียงรั่วอี้ตรงหน้าเขาไม่ใช่คนในโลกนี้เหมือนปกติ
หญิงสาวแค่อยากจะลองดูว่าตนจะมีความสามารถของคนในโลกนี้หรือไม่ และที่ขอศิลาวิญญาณมาเพราะต้องการทดลองดูดซับพลังปราณจากศิลาวิญญาณดูก่อน อยากจะลองดูว่าต้องดูดซับพลังปราณและปล่อยพลังออกมาอย่างไร
ทำอย่างนี้ถูกแล้วไหมนะ ต้องทำยังไงถึงจะดูดซับพลังจากศิลาวิญญาณได้ละ
คนไม่เข้าใจขมวดคิ้วพลางนึกถึงสิ่งที่เคยได้อ่านมา ต้องใจเย็น ๆ สัมผัสพลังในศิลาวิญญาณ พลังก็เหมือนอากาศมีอยู่แต่ไม่อาจสัมผัสต้องใช้จินตนาการนึกถึงและสร้างภาพเส้นทาง
และแล้วความพยายามยาวนานของเจียงรั่วอี้ก็เห็นผล เมื่อภายในจินตนาการอันว่างเปล่าปรากฏเปลวเพลิงสีเหลืองจุดเล็กก่อนจะค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นและไม่นานจากนั้นรอบเปลวเพลิงก็มีวงแหวนสีทองรอยวน
“โอ๊ย!! ร้อน!”เจียงรั่วอี้ตกใจ ขว้างหินในมือลงพื้น ดึงมือตนเองที่จู่ ๆ ก็รู้สึกร้อนราวถูกไฟลวกขึ้นมาดู
ฝ่ามืองดงามแดงเป็นป้านใหญ่ บริเวณกลางฝ่ามือยังคงรู้สึกร้อนเหมือนกำลังกำถ่านไว้ในมือ
“รั่วอี้เป็นอะไรไปลูก?!”เจียงเค่อหนิงวิ่งมาจับมือบุตรสาวดู ชายวัยกลางคนขมวดคิ้ว ปล่อยพลังปราณจากฝ่ามือออกมาบรรเทาอาการบาดเจ็บ
“เป็นอย่างไรบ้างรู้สึกดีขึ้นบ้างไหม”
“รู้สึกเย็น ๆ เจ้าค่ะ”นัยน์ตาดอกท้อมองสีหน้าเป็นกังวลแววตาเป็นห่วงของเขา ก้มมองรอยแดงบนฝ่ามือที่เริ่มลดน้อยลง
“ท่านพ่อเมื่อสักครู่เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ ทำไมหินที่ลูกถือถึงร้อนขึ้นมา”
รั่วอี้ไม่เข้าใจเลยสักนิด ไม่ใช่ว่าการปลุกพลังปราณจะมีเพียงแสงส่องออกมาบอกให้รู้ว่าสามารถฝึกปราณได้หรือไม่ได้ไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมก้อนหินก้อนนั้นถึงร้อนลวกมือเธอล่ะ
“ระหว่างอยู่ในสมาธิลูกสัมผัสอะไรได้ไหม”
“ลูกเห็นเปลวเพลิงขนาดประมาณกำปั้น รอบ ๆ เปลวเพลิงมีวงแหวนลอยอยู่เจ้าค่ะ แล้วจากนั้นหินในมือก็ร้อนขึ้นมา”
คนเอ่ยถามเผยยิ้มอ่อนโยน ปล่อยมือบุตรสาวลง วางมือบนศีรษะ
“ลูกฝึกปราณได้แล้วนะแถมยังมีคุณสมบัติเป็นนักหลอมโอสถ ลูกไม่ใช่คนไร้ประโยชน์อีกแล้ว”
เจียงรั่วอี้มองรอยยิ้มอ่อนโยนของอีกฝ่ายอึ้ง ๆ เธอฝึกปราณได้แล้วจริง ๆ เหรอ ? ฝึกปราณได้เหมือนคนในโลกนี้!
“ดีใจมากใช่ไหม พ่อเองก็ดีใจมากเหมือนกัน”
“ท่านพ่อ...”จู่ ๆ หญิงสาวก็รู้สึกดวงตารื้นขึ้นมาเสียดื้อ ๆเพียงแค่ได้เห็นใบหน้าอ่อนโยนและน้ำเสียงยินดีของเขา
เจียงรั่วอี้โถมตัวเขากอดเขาประหนึ่งคนที่ไม่ได้เจอกันนานทำให้ความคิดถึงทะลักออกมาจนไม่อาจห้าม เหมือนเด็กหลงทางไปไกลแสนไกลได้กลับมาพบเจอครอบครัวที่แท้จริง
สองพ่อลูกยืนกอดกันนานนับเค่อกว่าจะผละออกห่าง
“ในเมื่อลูกฝึกปราณได้แล้วต่อจากนี้ก็ค่อย ๆ ฝึกฝนไปไม่ต้องรีบร้อน ส่วนเรื่องพี่ใหญ่เพื่อไม่ให้กระทบกับการฝึกของลูกที่เริ่มต้นช้าไปมาก พ่อจะเป็นคนมาดูแลเอง”
“ไม่เจ้าค่ะ ลูกจะเป็นคนดูแลพี่ใหญ่เอง”
“ลูกเอาจริงหรือ ?แล้วการฝึกของลูก”
“ไม่เป็นไรเจ้าคะ”เจียงรั่วอี้ส่ายหัว“ลูกจะฝึกในห้องพี่ใหญ่ระหว่างดูแลพี่ใหญ่ไปด้วย แล้วก็ลูกมีอะไรอยากจะขอร้องท่านพ่อสักอย่าง”
“บอกพ่อมาได้เลย”
“ช่วยเก็บเรื่องความสามารถของลูกเอาไว้จนกว่าลูกจะแข็งแกร่งขึ้นหรือจนกว่าพี่ใหญ่จะฟื้นได้หรือไม่เจ้าคะ”
“ทำไมถึงต้องทำอย่างนั้น”
“ลูกมีเหตุผลที่บอกไม่ได้เจ้าค่ะ และลูกก็หวังว่าท่านพ่อจะยอมเชื่อใจและรับฟังคำขอร้องของลูก”
เจียงเค่อหนิงมองสบนัยน์หนาอ้อนวอนหนักแน่นจริงจัง ชายวัยกลางคนพยักหน้ารับเบา ๆ
“ได้พ่อเชื่อลูก เชื่อว่าลูกที่อยู่ตรงหน้าพ่อจะไม่กลับไปทำตัวร้ายกาจไร้เหตุผลอีก”
“ไม่แล้วเจ้าค่ะ ต่อจากนี้จะไม่มีเจียงรั่วอี้ผู้ร้ายกาจอีกแล้ว”
